การขยายพันธุ์มะละกอด้วยวิธีต่างๆ
มะละกอสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบใช้เพศ
ได้แก่ การเพาะเมล็ด และการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ ได้แก่ การปักชำ
การติดตา การตอนกิ่ง
แต่โดยทั่วไปแล้วปัจจุบันชาวสวนจินมปลูกมะละกอที่ได้การขยายพันธุ์แบบใช้เพศเสียเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและทำกันมานาน สามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว
ส่วนขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศต่างๆ
ก็เริ่มเป็นที่รู้ตักและสนใจ
แต่ยังไม่เป็นที่นิยมปฏิบัติกันในการปลูกมะละกอเพื่อเป็นการค้า
เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่จะได้รับ
และมักจะทำกันในกรณีที่ต้องการรักษาพันธุ์ดีเอาไว้ เนื่องจากการขยายพันธุ์แบบนี้จะทำให้มะละกอไม่มีการกลายพันธุ์
อีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็เพื่อเปลี่ยนยอดมะละกอที่มีดอกตัวผู้มีจำนวนมากเกินไป
ให้เป็นต้นตัวเมียหรือต้นสมบูรณ์เพศ
ซึ่งรายละเอียดในการขยายพันธุ์วิธีต่างๆพอจะกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
การเพาะเมล็ดมะละกอ
ก่อนอื่นจะต้องมีการคัดเลือกและเตรียมเมล็ดพันธุ์เสียก่อน กล่าวคือ
ผลมะละกอที่จะนำมาเพาะขยายพันธุ์จะต้องเป็นผลที่แก่จัดและสุกดีแล้ว
แต่ไม่ถึงกับสุกงอมเกินไป เพราะเมล็ดอาจจะงอกอยู่ในผลแล้ว
หากนำมาเพาะจะได้ต้นกล้าที่อ่อนแอ
เมื่อได้ผลที่ต้องการแล้ว ผ่าและควักเอาเฉพาะเมล็ดที่อยู่ตรงกลางผล
เมล็ดที่ได้อาจนำไปเพาะทันทีเลยก็ได้ แต่อาจจะงอกได้ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากมดรบกวน
ดังนั้นจึงควรล้างเมล็ดเอาเมือกออกให้หมดโดยการนำไปแช่น้ำสัก 1 คืน หรือใส่ถุงพลาสติกหมักเอาไว้ประมาณ 2 – 3 วัน
จากนั้นจึงเอามาบี้บนตะแกรงพร้อมกับล้างเอาเยื่อหุ้มหรือเมือกออกจนหมด
แล้วนำไปเพาะทันที สาเหตุที่ต้องเพาะทันทีก็เพราะว่าถ้าทิ้งไว้นาน
เมล็ดมะละกอจะสูญเสียเปอร์เซ็นการงอกไปเรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่สามารถเพาะได้ทันที
ก็ให้นำไปผึ่งลมประมาณ 2 – 3 วัน จนเมล็ดแห้งสนิท
จะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 - 3 เดือน
ที่จริงเมล็ดพันธุ์มะละกอสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 6ปี
หากเก็บไว้ในถุงที่สามารถกันความชื้นได้ เช่น ถุงอลูมิเนียมฟอล์ย ในอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ก็ได้เช่นกัน
การเพาะเมล็ด
โดยทั่วไปชาวสวนจะทำในช่วงเวลาหรือปลายเดือนมกราคม เพื่อให้สามารถย้ายปลูกได้ประมาณเดือนมีนาคม
และเริ่มเก็บเกี่ยวผลตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป
ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีผลไม้อื่นออกสู้ตลาดน้อย ทำให้ขายมะละกอได้ราคาสูง
แม้ว่าสวนมะละกอส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝน แต่ก็ยังสามารถมีผลผลิตออกมาขายได้ยาวนาน
หากเพาะเมล็ดเช้านานกว่านี้จะทำให้การปลูกช้าไปด้วย
ทำให้ช่วงที่มะละกอออกดอกติดผลตรงกับช่วงแล้ง ต้องให้น้ำเข้าช่วยมาก
ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ทั้งยังมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงที่มะละกอมีราคาแพงน้อยลงด้วย
การเพาะเมล็ดมะละกอก็เหมือนกันกับการเพาะเมล็ดพืชอื่นๆทั่วไป
แต่ต้องเอาใจใส่ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
เพราะต้นสกล้ามะละกอเป็นพืชที่บอบบางและเน่าตายได้ง่ายมาก
ดังนั้นสถานที่เพาะเมล็ดควรเป็นที่กลางแจ้ง ไม่มีต้นไม้หรือวัสดุอื่นใดบังแสงแดด
เพื่อที่จะให้ต้นกล้ารับแสงอย่างเต็มที่ ต้นกล้าจะสมบูรณ์แข็ง
การเพาะเมล็ดมะละกอสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันดังนี้
1. การเพาะในภาชนะหรือถุงพลาสติก
เป็นวิธีทำให้ต้นกล้ามะละกอมีโอกาสรอดตายได้สูงที่สุด ได้ต้นกล้าแข้งแรง รากแผ่ตรง
รากและลำต้นบอบช้ำน้อยเวลาย้ายปลูก ถุงพลาสติกที่ใช้เพาะ ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า
4x6 นิ้ว เจาะรูที่ก้นและข้างถุงประมาณ 4 – 6
รู เพื่อให้น้ำระบายออกได้ วัสดุเพราะควรมีลักษณะร่วนซุยและโปร่ง ใช้ดินร่วน
ปุ๋ยคอกหรือขี้เถ้าแกลบผสมกันในอัตราส่วน 3:1:1 หรือ
3:2:1 ก็ได้ การเพาะจะใช้เมล็ดประมาณ 3 – 5 เมล็ด
ฝังลงในดินลึกประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร รดน้ำทุกเช้าเย็น ประมาณ 10 – 14 วันนับจากวันเพาะ
เมล็ดจะเริ่มงอก เมื่อต้นกล้าที่งอกออกมามีอายุประมาณ 1
เดือน จึงทำการถอนแยกต้นที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ออก ให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้เพียง
1 – 2 ต้น เลี้ยงต้นกล้าจนมีความสูงประมาณ 1
คืบ มีใบประมาณ 4 – 6 ใบ แล้วจึงนำไปปลูกในแปลงปลูกจริงต่อไป
2. การเพาะในกระบะเพาะ
หรือ แปลงเพาะ เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเมล็ดเป็นจำนวนมาก
เพื่อเป็นการประหยัดแรงงาน กระบะเพาะหรือแปลงเพาะเมล็ดควรอยู่กลางแจ้ง
ไม่มีต้นไม้ใหญ่หรืออาคารสิ่งก่อสร้างมาบดบังแสงแดด
กระบะควรมีความลึกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 นิ้ว
ส่วนขนาดความกว้างยาวของกระบะนั้นแล้วแต่ความต้องการของผู้เพาะ
ด้านล่างมีการระบายน้ำได้ดี
รองก้นกระบะด้วยอิฐหักและปูทับด้วยฟางจากนั้นใส่วัสดุเพาะลงไปจนเกือบเต็ม
วัสดุเพาะอาจใช้ปุ๋ยคอก ทรายและขี้เถ้าแกลบ ผสมกันในอัตรา 1:1 รดน้ำจนวัสดุยุบตัวดีแล้วจึงนำเมล็ดลงเพาะ ส่วนการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ
ควรเป็นแปลงดินกว้าง 1 เมตร ยกแปลงให้สูงขึ้น 15 – 30
เซนติเมตร ความยาวไม่จำกัด
ปรับปรุงดินให้มีความร่วนซุยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีการระบายน้ำดี
โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้มากๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตากดินไว้ประมาณ 7
– 10 วัน หรือถ้าจะให้ดีควรครอบดินด้วยสารเมทธิลโปรโมท์
เพื่อทำลายเชื้อโรคต่างๆ ในดิน
ก่อนเพาะควรปรับแต่งหน้าดินให้เรียบสม่ำเสมออย่าให้มีน้ำแข็งเป็นแอ่ง
แล้วรดน้ำให้ดินยุบตัวพร้อมที่จะเพาะเมล็ดได้
วิธีการเพาะเมล็ดในกระบะหรือแปลงเพาะควรจะเพาะให้เป็นแถวเป็นแนว
เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและถอนแยก โดยใช้ไม้ ขีดทำร่องลึก ประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร จากนั้นโรยเมล็ดมะละกอในร่องแถวที่ทำ ไว้ให้ห่างกันพอประมาณ
แล้วจึงโรยปุ๋ยคอกทับลงไปบางๆ รดน้ำให้ชุ่มทุกเช้าเย็น
ซึ่งการรดน้ำนี้ชาวสวนจะพ่นน้ำให้เป็นลักษณะฝอย หรือใช้บัวรดน้ำที่มีฝักบัวถี่ เพราะน้ำจะไปชะล้างเอาเมล็ดจากแปลงหรือกระบะเพาะได้
เมื่อต้นกล้างอกออกมาจนมีใบประมาณ 2 – 3 ใบ หรือมีอายุประมาณ
10 – 15 วันนับจากวันที่เมล็ดงอก
จึงขุดย้ายต้นกล้าไปปลูกชำในถุงพลาสติกต่อไป
การย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง ควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยใช้มีดหรือไม้บางๆ
แทงลงไปในดินให้ห่างต้นกล้าพอสมควร แล้วงัดขึ้นมาทั้งดินและต้นกล้า
ให้มีดินติดรากมากที่สุดเพื่อที่จะให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็ว มีความอุดมรอดตายสูง
สำหรับถุงพลาสติกควรจะมีขนาดไม่น้อยกว่า 5x8 นิ้ว
และดินที่ใช้เป็นวัสดุปลูกควรมีลักษณะโปร่ง ร่วนซุยดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง
ซึ่งอาจใช้ดินร่วน ปุ๋ยคอกหรือขี้เถ้าแกลบผสมกันในอัตรา 3:1:1 หรือ 3:2:1 ก็ได้
จากนั้นนำดินปลูกใส่ลงในถุงพลาสติกประมาณสักครึ่งหนึ่งของถุง
แล้วปลูกต้นกล้ามะละกอลงไป
โดยจัดให้รากแผ่กระจายตามธรรมชาติพร้อมจับประคองให้ต้นตั้งตรง
เอาดินปลูกมาใส่เติมลงในถุงจนเต็ม กดดินให้แน่นพอสมควร
นำถุงพลาสติกดังกล่าวไปวางเรียงกันแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต่อจากนั้นรดน้ำทุกเช้าเย็น
เลี้ยงต้นกล้าจนมีความสูงประมาณ 1 คืบ หรือ มีอายุประมาณ 30
– 40 วันนับจากวันที่ย้ายปลูก ก่อนปลูกในแปลงจริง
หากไม่มีการย้ายต้นกล้ามาปลูกในถุง แต่จะเลี้ยงต้นกล้าไว้ในแปลงเพาะ
แล้วย้ายไปปลูกในแปลงจริงโดยตรงเลย
จะต้องมีการถอนแยกเอาต้นที่ไม่ค่อยแข็งแรงสมบูรณ์ออกเสียบ้าง ให้ต้นกล้าห่างกัน
เพื่อไม่ให้ขึ้นเบียดกันมาก จะทำให้ต้นกล้าสูงสะดุดและแคระแกร็นได้
3. การเพาะปลูกเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรง
การเพาะเมล็ดมะละกอโดยวิธีนี้ ให้เตรียมหลุมเพาะตามระยะปลูกจริงทุกประการ
เมื่อปรับปรุงดินในหลุมให้มีความร่วนซุยดีแล้ว จึงหยอดเมล็ดมะละกอลงไป 3
– 5 เม็ดต่อหลุม ให้ห่างกันพอประมาณ เมื่อต้นกล้างอกออกมาประมาณ 1
– 2 สัปดาห์
จึงทำการถอนแยกเอาต้นกล้าที่ไม่ค่อยแข็งแรงออกให้เหลือไว้ประมาณ 2 – 3 ต้นต่อหลุม จนต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 เดือน
หรือมีความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร
จึงถอนแยกต้นกล้าอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าเมล็ดพันธุ์มะละกอที่นำมาเพาะได้ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว
ให้คัดเอาต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดเอาไว้เพียงต้นเดียว
ถ้าไม่แน่ใจให้เหลือต้นกล้าไว้ 2 ต้นต่อหลุม
เลี้ยงไว้จนมีอายุประมาณ 120 วันขึ้นไป
ต้นมะละกอจะแสดงเพศให้เห็น
จากนั้นจึงเลือกต้นที่มีดอกกระเทยหรือดอกตัวเมียไว้เพียงต้นเดียว ในการเพาะเมล็ดแบบนี้
จะมีข้อเสียตรงที่ผู้ทำการเพาะต้องมีเวลาพอในการรดน้ำและดูแลรักษาในระยะแรกๆ
ซึ่งอาจเปลืงทั้งเวลาและแรงงานมาก อาจทำให้การดูแลรักษาไม่ทั่วถึง ต้นกล้าจะตายมาก
นอกจากนั้นต้นกล้ายังมีอัตราการเจริญเติบในช่วงแรกช้ามาก
กล่าวคือช้ากว่าการเพาะเมล็ดในถุงหรือแปลงเพาะชำประมาณ 4 เท่าตัว
ส่วนข้อดีของการเพาะแบบนี้คือ ไม่ต้องเสียเวลาในการขุดย้ายต้นกล้าไปปลูก
ไม่ทำให้ต้นกล้าได้รับความกระทบกระเทือนมาก
ต้นที่ปลูกภายหลังจากที่มีอายุได้ประมาณ 6 เดือน
จะมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าการเพาะเมล็ดแบบอื่น
และสามารถออกดอกติดผลได้เร็วกว่า 2 เดือน
นอกจากนี้ยังได้ต้นมะละกอที่มีระบบรากแผ่ขยายได้ดี และให้ผลผลิตสูงกว่าด้วย
การปักชำมะละกอ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ทำได้ไม่ง่ายนัก
เนื่องจากต้นมะละกอมีเนื้อเยื่อลักษณะอวบอ้วนและง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค
ส่วนที่เป็นปักชำอาจจะเป็นส่วนของยอด ส่วนกลาง หรือส่วนโคนของลำต้น
นอกจากนั้นยังอาจใช้ก้านใบที่มีตาติดหรือกิ่งที่เกิดบริเวณขางลำต้น
ในกรณีที่จะใช้กิ่งปักชำต้องมีการบังคับให้มะละกอแตกกิ่งข้าง
โดยการตัดปลายยอดของต้นบริเวณที่มีใบมากที่สุด การตัดส่วนของมะละกอไปปักชำนั้น
ควรกระทำในช่วงที่ต้นมีการชะงักหรือพักการเจริญเตอบโต
โดยมะละกอจะมีการทิ้งใบให้เห็น ในการปักชำควรมีการให้ฮอร์โมนช่วยเร่งในการออกรากด้วย
และเมื่อกิ่งปักชำออกรากดีแล้วจึงนำไปปลูกต่อไป การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้
จะสามารถรักษาคุณลักษณะพันธุ์มะละกอให้เหมือนต้นแม่เดิมทุกประการ
และมะละกอที่ได้จากกิ่งปักชำจะออกดอกติดผลได้เร็วและให้ผลผลิตสูงกว่าต้นที่ปลูกจากการเพาะเมล็ด
คือ จะเริ่มแตกผลครั้งแรกเมื่ออายุเพียงประมาณ 4 เดือนหลังจากการปลูก
นอกจากนี้ยังได้ต้นมะละกอที่มีความสูงสม่ำเสมอและไม่สูงเกินไป
อย่างไรก็ตามการขยายพันธ์ด้วยการปักชำไม่เป็นที่นิยมสำหรับการปลูกมะละกอเป็นการค้า
เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงดังที่กล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้นมะละกอยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการอื่นๆได้อีก
เช่น การติดตา การทาบกิ่ง และการตอนกิ่ง เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วแทบจะไม่มีชาวสวนรายใดเลยที่ปลูกมะละกอจากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าว
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อน เปลืองเวลาและแรงงาน
ทั้งยังมีโอกาสเสียหายมาก หากไม่ชำนาญพอ
อ้างถึง : การขยายพันธุ์มะละกอด้วยวิธีต่างๆ