วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) หมายถึง หมายถึง กระบวนการทางชีววิทยาที่เกี่ยข้องกับการตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเข้ากับยีนของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อให้ได้ยีนที่มีสมบัติตามที่ต้องการ และขยายยีนให้มีปริมาณมากพอที่จะนำไปทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น และได้ปริมาณการผลิตสูงขึ้น ตามต้องการ สิ่งมีชีวิตที่ได้จากกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมเรียกว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs(genetically modified organisms)


ข้อดีของ GMOs
         GMOs คือผลผลิตจากความก้าวหน้าของวิทยาการทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพและชีววิทยาระดับโมเลกุล (molecular biology) โดยเฉพาะพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ที่ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงมาก สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้นักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิจัยทั่วโลก ทุ่มเทพลังความคิดและทุนวิจัยจำนวนมหาศาลเพื่อศาสตร์นี้ คือ ความมุ่งหมายที่จะพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก ทั้งทางด้านโภชนาการ การแพทย์ และสาธารณสุข
ความสำเร็จแห่งการพัฒนาศาสตร์ดังกล่าว มีรูปธรรมคือการยกระดับคุณภาพอาหาร ยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังที่เราได้รับผลประโยชน์อยู่ทุกวันนี้ และในภาวะที่จำนวนประชากรโลกเพิ่ม มากขึ้นทุกวัน ในขณะที่พื้นที่การผลิตลดลง พันธุวิศวกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอันหนึ่ง ที่จะช่วยแก้ปัญหา การขาดแคลนอาหารและยาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากประสิทธิภาพของพันธุวิศวกรรมเป็นที่ยอมรับว่า สามารถช่วยเพิ่มอัตราผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นมากกว่าการผลิตในรูปแบบดั้งเดิม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเกษตรในสหรัฐอเมริกา และด้วยการที่พันธุวิศวกรรม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ดังกล่าว จึงมีการกล่าวกันว่า พันธุวิศวกรรมคือการปฏิวัติครั้งใหญ่ในด้านการเกษตร และการแพทย์ ที่เรียกว่าgenomic revolution
GMOs ที่ได้รับการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในหลายด้าน


          
ข้อเสียของ GMOs
       เทคโนโลยีทุกชนิดเมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย ในกรณีของ GMOs นั้นข้อเสียคือ มีความเสี่ยงและความซับซ้อนใน การบริหารจัดการเพื่อให้มีความปลอดภัยเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามี ผู้ใดได้รับอันตรายจากการบริโภคอาหารGMOs แต่ความกังวลต่อความเสี่ยงของการใช้ GMOs เป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงได้ยาก


อ้างถึง : มะละกอ GMO
http://chonthicha04.blogspot.com/








การตลาดมะละกอในประเทศและต่างประเทศ
ปกติแล้ว มะละกอ เป็นพืชที่สามารถออกดอกติดผลได้ตลอดปี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีผลผลิตออกสู้ตลาดมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม มิถุนายน สำหรับช่วงเดือนกรกฎาคม ตุลาคม จะมีการผลิตน้อยและราคาแพงเนื่องจากเป็นฤดูฝน ทำให้ผลมะละกอเน่าเสียก่อนจะมีการเจริญเติบโตเต็มที่ การปลูกมะละกอส่วนใหญ่ยังเป็นการปลูกเพื่อนบริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 80 ของผลิตที่ได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

ตลาดภายในประเทศ
มะละกอ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่กำลังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ในปีหนึ่งๆคนไทยนิยมบริโภคมะละกอเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปของมะละกอผลสุก ผลดิบ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับจากมะละกอ โดยเฉพาะประชาชนคนไทยที่อยู่ภาคตะวันออกฉียงเหนือนั้น มีความต้องการบริโภคผลมะละกอดิบในรูปของส้มตำมากที่สุด
        

        การซื้อขายผลผลิตส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าในท้องถิ่นซึ่งเป็นขาประจำ เข้าไปรับซื้อทั้งในรูปผลดิบและผลสุก ถึงแหล่งปลูกโดยตรง วิธีการซื้ออาจจะใช้วิธีเหมาซื้อเป็นสวนๆ หรือชั่งน้ำหนักคิดเป็นกิโลกรัมก็แล้วแต่จะตกลงกัน ผลผลิตทั้งหมดจะถูกส่งไปขายให้พ่อค้าคนกลางในตลาดกลางผลไม้ใหญ่ใน กรุงเทพมหานคร เช่น ปากคลองตลาด ส่วนมะละกอที่เหลือจะส่งให้พ่อค้าส่งออก หรือ ไม่ก็จำหน่ายให้ผู้บริโภคภายในท้องถิ่นหรือจังหวัดใกล้เคียง โดยส่งให้กับภัตตาคารหรือร้านอาหาร ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผลไม้สด หรือ วางขายบริเวณริมถนนต่างๆ ในท้องถิ่นนั้น
        พ่อค้าขายปลีกหรือผู้ส่งออกจะมารับซื้อมะละกอจากพ่อค้าคนกลางในตลาดกลางผลไม้ดังกล่าว ไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ถ้าเป็นมะละกอดิบ ส่วนใหญ่ตลาดขายปลีกตลาดขายปลีกจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนในภาคนี้นิยมบริโภคส้มตำกันมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอาหารหลักประจำวัน ส่วนมะละกอสุกก้จะวางขายตามตลาดสดในแหล่งชุมชนต่างๆตลอดจนแหล่งมีผู้คนพลุกพล่าน หรือตามริมทางเดินต่างๆทั่วไป

ตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบันการปลูกมะละกอมิได้มุ่งหวังเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งปลูกเพื่อการส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วย ชาวสวนมะละกอส่วยใหญ่ได้พยายามปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและมีคุณภาพดี สามารถแข่งขันกับผลไม้อื่นในตลาดต่างประเทศได้ ในแต่ละปีประเทศไทยได้ส่งออกมะละกอสดทั้งในรูปผลสุกและผลดิบไปขายยังตลาดต่างประเทศ สามารถทำรายได้นำเงินตราเข้าสู่ประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 60 – 70 ล้านบาท จึงนับว่ามะละกอเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เริ่มมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย

ถ้าหากจะแบ่งตลาดต่างประเทศตามกลุ่มของประเทศผู้รับซื้อแล้ว พอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ คือ
1.     ตลาดในเอเชีย ที่สำคัญได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ศรีลังกา บรูไน ตลาดนี้นับเป็นตลาดรับซื้อมะละกอแหล่งใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะ ฮ่องกงเพียงประเทศเดียวก็รับซื้อมะละกอจากประเทศไทยถึงร้อยละ 80 ปี ของปริมาณมะละกอที่ส่งออก ส่วนประเทศที่เหลือนอกนั้นมีปริมาณรับซื้อเพียงเล็กน้อยและไม่ค่อยสม่ำเสมอ
2.     ตลาดในแถบตะวันออกกลาง มีประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ นอกนั้นได้แก่สาธารณรัฐอาหรับอามิเรสต์ คูเวต บาห์เรน ส่วนใหญ่จะซื้อในรูปของมะละกอดิบจึงเข้าใจว่าเพื่อให้แก่คนงานไทยที่ไปทำงานในประเทศเหล่านี้จำนวนมากบริโภค
3.     ตลาดในแถบทวีปยุโรปและอเมริกา มีประเทศฝรั่ง เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ แคนาดา สหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่ม ประเทศที่อยู่ห่างไกลและยังมีปริมาณรับซื้อไม่มากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจในการขยายตลาดออกไปอีก รวมทั้งผักผลไม้สดอื่น แต่ผลผลิตจะต้องคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดเหล่านี้ ซึ่งเลือกซื้อแต่สินค้าที่มีคุณภาพ

อ้างถึง : การตลาดมะละกอในประเทศและต่างประเทศ

http://tamkaset.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad.html

การติดผลของมะละกอ สาเหตุที่มะละกอไม่ติดผล
โดยทั่วไปมะละกอจะเริ่มติดผลต่อเมื่อต้นมีความแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ หรือมีอายุตั้งแต่ประมาณ 8 เดือนขึ้นไป การออกดอกของมะละกอนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการติดผลทุกครั้งไป ส่วนมากจะไม่ค่อยมีการติดผลมากนัก ดอกและผลอ่อนที่เกิดบนต้นมักจะร่วงไปเกือบหมด ซึ่งเป็นปันหาสำคัญที่ผู้ปลูกมักจะประสบอยู่เสมอ สาเหตุที่มะละกอไม่ติดผล หรือติดน้อยนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง แต่เท่าที่มรการศึกษาและสรุปผลได้ดังนี้

1.             ความไม่สมบูรณ์ของดินใช้ปลูก หรือการเตรียมดินปลูกไม่ดีพอ แม้ว่าต้นกล้าที่นำมาปลูกจะแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ถ้าปลูกในดินไม่มีความสมบูรณ์และก็เป็นการยากที่มะละกอจะเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ต้นมะละกอมีโอกาสออดดอกติดผลน้อยไปด้วย หรือถึงแม้มะละกอจะมีการออกดอกแล้วก็จามดอกก็จะร่วงไปหมด
2.             การขาดน้ำ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มะละกอไม่ติดผล นอกจากจะเกิดกับต้นที่เริ่มปลูกใหม่แล้วยังเกิดกับต้นตัวเมียหรือดอกกระเทยที่สมบูรณ์แล้ว หากขาดน้ำดอกจะร่วง ทั้งนี้อาจเกิดจากการผสมเกสรของดอกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะธรรมชาติ แล้วการผสมเกสรของพืชแทบทุกชนิด โดยเฉพาะปลายยอดเกสรตัวเมียจะต้องเปียกชื้น หรือมีน้ำเหนียวๆ ที่จะรองรับหรือซับเอาละอองเกสรตัวผู้ที่ปลิวไปในอากาศได้ เมื่อขาดน้ำ ปลายยอดเกสรตัวเมียจะแห้ง โอกาสที่จะซับหรือจับเอาละอองเกสรตัวผู้ให้ติดตรงปลายยอดเกสรตัวเมียนั้นจะยากกว่าปกติ การผสมจึงไม่เกิดขึ้น ดอกจะร่วงหล่นไปในที่สุด ส่วนต้นมะละกอที่กำลังติดผลอ่อน หากขาดน้ำแล้ว ทำให้ผลอ่อนเหล่านี้ร่วงหล่นไปอย่างน่าเสียดายเพราะมะละกอที่ขาดน้ำจะสร้างสารชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าซูเบอรินขึ้นตรงบริเวณรอยต่อระหว่างลำต้นแล้วขั้วผล เพื่อกั้นน้ำไว้มิให้ไหลเวียนไปเลี้ยงผล โดยลำต้นจะกั้นน้ำไว้เพื่อหล่อเลี้ยงลำต้นเพียงพอก่อน ทำให้ผลอ่อนขาดน้ำเลี้ยงและจะร่วงหล่นไป ดังนั้นในระยะนี้ควรจะมีการให้น้ำแก่มะละกอที่ปลูกอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยมีการให้น้ำอย่างน้อย 5 – 7 วันต่อครั้ง
3.             โรคและแมลง การปลูกมะละกอในปัจจุบันเป็นการยากที่จะไม่ให้มีโรคแมลงรบกวน โรคที่สำคัญที่สุดำหรับมะละกอได้แก่ โรคใบด่าง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส หากมะละกอต้นใดเป็นโรคนี้แล้วผลผลิตจะลดลงทันที โดยเฉพาะดอกและผลเล็กๆ จะร่วงหล่นไปหรือไม่ก็จะทำให้ผลมีรูปร่างบิดเบี้ยว เนื้อผลจะฟ่าม รสชาติจะจืดชืด การที่จะให้มะละกอที่ปลูกออกดอกติดผลดี ผู้ปลูกจะต้องหมั่นดูแลรักษาเอาใจใส่ รดน้ำใส่ปุ๋ยตลอดจนการป้องกันกำจัดแมลงอย่างถูกวิธี


หลังจากที่มะละกอมีการออกดอกติดผลแล้ว จะเริ่มทยอยให้ผลผลิตไปเรื่อยๆตลอดปี มะละกอแต่ละต้นจะให้ผลผลิตสูงเต็มที่ในช่วงระยะปีที่ 2 – 3 เท่านั้น ต้นที่ให้ผลเต็มที่จะให้ผลเฉลี่ยประมาณ 50 ผลต่อต้นต่อปี ส่วนในกรณีที่มีมะละกอบางต้นติดผลดกมากเกินไป มีผลเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งผลในหนึ่งช่อดอก หรือ ช่อดอกมีการแตกแขนงเป็นหลายช่อและติดผลเบียดกันมาก

ควรปลิดออกทั้งตั้งแต่ขณะที่ผลยังมีขนาดเล็ก ก่อนที่มีการเจริญเติบโตเป็นผลใหญ่ โดยการเด็ดเอาผลเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างออกให้หมด เหลือไว้แต่ผลที่อยู่กลางช่อดอก หากปล่อยให้ผลมีการเจริญเติบโตต่อไป ผลจะเบียดกันแน่ทำให้มีลักษณะบิดเบี้ยว หรือมีขนาดเล็กลงได้ นอกจากนั้นบางทีอาจเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะละกอโค่นลง โดยเฉพาะการปลูกมะละกอในสภาพดินเป็นดินทรายหรือดินที่มีหน้าดินอ่อนเพาะทานน้ำหนักไม่ได้พอมะละกอมีอายุย่างเข้าปีที่ 4 ต้นก็เริ่มทรุดโทรมและให้ผลผลิตลดลง จึงทำการตัดต้นทิ้งปลูกใหม่ทดแทนต่อไป

อ้างถึง : การติดผลของมะละกอ สาเหตุที่มะละกอไม่ติดผล
http://tamkaset.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad.html

เทคนิคในการทำสาวมะละกอให้ได้ผลผลิตหลายปี


หลาย คนยังไม่ทราบว่าในการทำสาวต้นมะละกอมีข้อดีหลายประการ อาทิ ได้ลักษณะและคุณภาพผลเหมือนต้นแม่พันธุ์เดิม ไม่ต้องปลูกมะละกอใหม่ทุกปี ช่วยให้เก็บผลผลิตได้ง่าย เนื่องจากต้นมะละกอจะเตี้ยเหมือนกับเริ่มต้นปลูกใหม่ซึ่งจะส่งผลในเรื่องการ จัดการแปลง มีส่วนลดการระบาดของโรคและแมลงได้ เกษตรกรตัดต้นมะละกอทำสาวทุกปีจะตัดวงจรโรคและแมลงได้ที่สำคัญพบว่าต้นมะละกอที่มีการทำสาวทุกปีจะมีการติดดกเหมือนกับต้นมะละกอ ปลูกใหม่ซึ่งผิดกับต้นมะละกอที่ไม่เคยทำสาวเลยจะมีการออกดอกและติดผลน้อยลง สำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะละกอในเชิงพาณิชย์ จะสามารถกำหนดการให้ผลผลิตด้วยวิธีการทำสาวกำหนดให้ต้นมะละกอมีผลผลิตขายได้ ในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมเรื่อยมาจนถึงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งราคามะละกอดิบเพื่อใช้ ส้มตำในช่วงเวลาดังกล่าวจะเฉลี่ยสูงถึงกิโลกรัมละ 8-15 บาท

        คุณสนอง เศษโม้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.มหาสารคาม (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) บอกว่าหลังจากที่เกษตรกรได้เก็บผลผลิตมะละกอรุ่นแรกไปแล้ว (คอแรก) ควรจะทำสาวด้วยการตัดต้นมะละกอแล้วเลี้ยงยอดใหม่ ซึ่งหลังจากตัดต้นไปแล้วเพียง 3 เดือน ยอดใหม่ที่แตกออกมาจะเริ่มออกดอกและติดผลตรงตามสายพันธุ์เดิมและเก็บผล มะละกอดิบได้ในเดือนที่ 4 หลังจากตัดต้น เทคนิคในการทำสาวคุณสนองแนะนำให้ตัดต้นมะละกอให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร (เผื่อลำต้นมะละกอจะต้องผุเปื่อยเน่าลงมาอีกประมาณ 1 คืบ) มีเกษตรกรหลายรายมักจะเข้าใจผิดด้วยการเอาถุงพลาสติกมาครอบต้นส่วนที่ตัด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นเน่า คุณสนองได้บอกว่าวิธีการนี้ไม่ถูกต้องการเอาถุงพลาสติกมาคลุมรอยแผลที่ตัดจะ มีผลทำให้ลำต้นเน่ามากกว่า  เนื่องจากน้ำที่ระเหยจากลำต้นจะไปเกาะติดที่พลาสติกจนขังเต็มอยู่ในลำต้น ไม่มีที่ระบายน้ำออกส่งผลให้ลำต้นเน่าในที่สุด แต่ถ้าปล่อยไว้ตามธรรมชาติถึงแม้จะมีฝนตกจนมีน้ำขัง น้ำจะแห้งหรือระเหยไปเองเพราะแผลจะโดนแดดโดยตรง แต่เกษตรกรจะต้องช่วยเจาะรูให้น้ำมีทางระบายออกจากลำต้นด้วย ในการทำสาวเพื่อจะให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดีควรทำในช่วงฤดูฝน หลังจากตัดต้นมะละกอเสร็จแล้ว คุณสนองบอกว่าไม่จำเป็นจะต้องทายาเชื้อราหรือปูนแดงบริเวณรอยแผล เนื่องจากธรรมชาติส่วนที่เป็นรอยแผลจะผุเปื่อยไปจนถึงบริเวณที่ยอดตาใหม่จะ แตกออกมา

        หลังจากตัดต้นมะละกอเพื่อทำสาวเสร็จเกษตรกรจะต้องใส่ปุ๋ย เคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 หรือสูตรตัวหน้าสูง เช่น 32-10-10 และใส่ปุ๋ยคอกเก่าร่วมด้วย มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจะมียอดมะละกอแตกออกมาใหม่หลายยอดให้คัดเลือกยอดที่สมบูรณ์ที่ สุดเหลือไว้เพียงยอดเดียวเท่านั้นเพื่อไม่ให้ยอดเจริญแข่งกัน เทคนิคในการทำสาวต้นมะละกอของคุณสนอง ทำมาแล้ว 4 ปี ต้นมะละกอติดผลดกมากทุกปี 



อ้างถึง : พันธุ์มะละกอที่นิยมนำมาปลูกเป็นการค้า


โรคและแมลงศัตรูมะละกอ

แมลงศัตรูมะละกอส่วนใหญ่เป็นแมลงประเภทปากดูด

1เพลี้ยไฟ จะเข้าทำลายในช่วงระยะดอก จะดูดกินน้ำเลี้ยง จะทำให้ผิวของผลมีลักษณะเป็นขี้กลากสีน้ำตาล หรือทำให้ผลแคระแกรน
การป้องกันกำจัด
-   ใช้เมล็ดใบสะเดา แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน กรองผสมน้ำอีก 1 เท่า นำไปฉีดพ่น
-   ใช้สมุนไพร นำต้นสาบเสือและใบมาตากแดดให้แห้งหรือใช้ใบสดก็ได้นำมาบดหรือโขลกให้ละเอียด แล้วผสมน้ำในอัตราส่วนน้ำหนักผง 400 กรัม ต่อน้ำ 8 ลิตร หรือถ้าใช้สดผสมน้ำในอัตรา ส่วน 1 กก. ต่อน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งไว้ 24 ชม. นำมากรองน้ำด้วยผ้าขาวบาง ก่อนใช้อาจผสมสารจับใบ เช่น น้ำสบู่ ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 8 ลิตร ถ้าใช้สดผสมครึ่งช้อนโต๊ะต่อน้ำ 5 ลิตรฉีดพ่นทุก ๆ 7 วันในช่วงเย็น

2ไรแดง จะเข้าทำลายที่ส่วนของผิวใบ ทำให้ใบซีด เป็นฝ้าด่างมักระบาดในช่วงแล้ง  ตามปกติจะมีแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น ด้วงเต่าลายคอยกำจัดไรแดง
การป้องกันกำจัด
-   เด็ดใบที่ถูกไรแดงทำลายนำไปเผาทิ้ง
-   ใช้สมุนไพร ขมิ้น ½ กก. ตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำลงไป 1 ปี๊บ ทิ้งไว้ 1-2 วัน กรองเอาแต่น้ำด้วยผ้าขาวบาง นำไปฉีดพ่นแทนยาฆ่าแมลง

3. เพลี้ยแป้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ผล และลำต้น และยอดอ่อนทำให้ผลผิดปกติ ลำต้นและยอดแคระแกรน
การป้องกันกำจัด
-   ใช้ยาฉุน 1 กก.ต่อน้ำ 2 ลิตร ต้มนาน 2 ซม. (หรือแช่ไว้ 1 คืน) กรองเอาน้ำใช้เป็นหัวเชื้อ ผสมกับน้ำ 2 ปี๊บ เติมน้ำสบู่ร่วมด้วยก็ได้ นำไปฉีดพ่น


สำหรับโรคมะละกอส่วนใหญ่ที่พบมี




1.  โรคใบด่าง มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่มากับแมลงศัตรูมะละกอ เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยฝ้าย จะทำให้ใบมีสีเหลืองโปร่งแสง มีอาการเขียวด่าง เมื่ออาการรุนแรงใบจะหงิก ใบแคบเหลือเพียงเส้นกลางใบผลเป็นจุดรูปวงแหวน ผลบิดเบี้ยว ขนาดเล็ก แคระแกรน
การป้องกันกำจัด
-   ใช้สมุนไพรเมล็ด หรือใบสะเดากำจัดแมลงพาหะ เช่น กำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยฝ้าย
-   ตัดต้นที่เป็นโรคเผาทำลายทันที ถ้ามีการระบาดให้ปล่อยแปลงปลูกให้ว่างไว้ประมาณ 3 เดือน แล้วจึงปลูกใหม่



2.  โรคโคนเน่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา มักพบในช่วงฝนตกชุกหรือมีน้ำท่วมขัง การที่ลายจะพบยางไหลและเน่าระดับดินทำให้เนื้อของต้นเป็นสีน้ำตาลหรือดำและ ฉ่ำน้ำ แผลจะยุบตัว ต่อมาใบจะเหี่ยวแล้วจะยืนตายหรือล้มตาย เนื้อในลำต้นเน่าเละ
การป้องกันกำจัด
-   อย่าให้มีน้ำท่วมขัง
-   บริเวณรอบโคนต้นไม้ควรมีเศษใบมะละกอหรือเศษหญ้าทับถมหมักหมมจนอับชื้น ต้องให้โคนต้นมีโอกาสแห้งบ้าง
-   ถ้าพบอาการยางไหล ให้ใช้ปูนแดงทา
-   ถ้าพบอาการในต้นเล็ก ให้ถอนทำลายทิ้ง

3.  โรคแอนแทรกโนส มีสาเหตุมาจากเชื้อรา มักจะพบอาการที่ใบแก่และผลแก่ โดยจะมีจุดสีเหลือง ตรงกลางจุดจะเป็นแผลและแห้งตาย แผลจะยุบตัว ปากแผลจะขยายกว้างเป็นวง
การป้องกันกำจัด
-   การเตรียมดินก่อนปลูก พรวนดิน โดยผสมกับใบมะรุม(ใบบะค้อนก้อม) พลิกดินตากแดดจัด ๆ นาน 3-4 วัน จะฆ่าเชื้อราได้บางส่วน และยังสามารถฆ่าไข่ของแมลงและไส้เดือนฝอยในดินได้ด้วย จากนั้นผสมปุ๋ยหมัก ขี้แกลบเผา เปลือกไข่ ใบพืช กระถิน ใบถั่วมะแฮะ ใบแคฝรั่งสดลงไป คลุมด้วยใบกระถิน มะแฮะ ตะไคร้ หรือฟางสะอาด ทิ้งไว้ 3 วัน ก็นำกล้ามาปลูกได้
-   ไม่ปลูกพืชนี้ในแปลงเดิม ให้ย้ายที่ปลูก ปลูกพืชหมุนเวียนที่ต่างชนิดต่างตระกูลกัน
-         พบพืชแสดงอาการให้ถอนทิ้งกำจัดหญ้า เก็บลูกที่ร่วงหล่นไปทำลายเผาหรือนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อกำจัดสปอร์ของเชื้อรา จากนั้นใช้น้ำปูนใสเข้มข้นฉีดพ่นในแปลงตอนเช้า พ่นในวันแดดจัดได้ยิ่งดี

อ้างถึง : ไร่ธัญบูรณ์: มะละกอ

การเตรียมแปลงปลูกและการปลูก
มะละกอสามารถเจริญงอกงามในดินทุกสภาพพื้นที่แต่ดินที่เหมาะสมกับการปลูก มะละกอ ควรเป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากเป็นดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี สภาพความเป็นกรดด่าง(pH)อยู่ระหว่าง 5.6-6.4

 1.  การเตรียมแปลงปลูก แปลงปลูกมะละกอควรยกร่องเป็นรูปหลังเต่า หรือรูป สามเหลี่ยม สูงประมาณ 30-50 ซม. กว้าง 1.50-2.00 ม. ร่องระหว่างแปลงกว้าง 1-2 ม. เพื่อช่วยในการระบายน้ำ และเป็นทางเดินเข้าไปกำจัดวัชพืช
2.  ระยะปลูก ระยะห่างระหว่างหลุมปลูก ห่างกันประมาณ 2×2 ม. ถึง 3×3 ม.
3.  การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมปลูกมีขนาดกว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. ลึก 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กก. ต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน รดน้ำให้ชุ่ม
4.  การปลูก ย้ายต้นกล้าที่เตรียมไว้ นำมาปลูกในหลุมปลูก 2-3 ต้นต่อหลุม เพื่อคัดเลือกเอาต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง กลบดินให้แน่นควรปักไม้ผูกเชือกยึดต้นกล้าไว้ไม่ให้ล้ม รดน้ำให้ชุ่ม
5.  การดูแลรักษา
  5.1  การให้น้ำ ช่วงแรกควรรดน้ำทุกวัน เมื่อต้นกล้าโตขึ้นก็ให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้ง
  5.2  การให้ใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 200 กรัม ต่อต้น เดือนละครั้ง
  5.3  การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชด้วยวิธีการถอน ดายหรือถางหรือใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียน เช่น พริก กะเพรา โหระพา แตง และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะช่วยคลุมดิน ป้องกันวัชพืชงอกและยังช่วยให้มะละกอได้รับปุ๋ยและน้ำเพิ่มขึ้น
  5.4  การเลือกต้นที่ให้ผลยาว เมื่อมะละกอออกดอก ให้สังเกตดูว่าถ้าดอกมีลักษณะก้านของกลีบดอกยาวจะให้ผลยาว ถ้าก้านของกลีบดอกไม่ยาวจะให้ผลกลม ก็ให้ใช้มีดคม ๆ ตัดต้นนั้นทิ้งให้เหลือเพียงต้นเดียวจะได้มะละกอที่มีผลยาว
  5.5  การปลิดผล ปกติมะละกอจะติดผลดก เพื่อช่วยให้ได้มะละกอที่มีคุณภาพ ต้นมะละกอมีอายุยืนและป้องกันการโค่นล้ม จำเป็นต้องมีการปลิดผลที่ติดผลกันมากจนแน่น ออกใบบ้าง เช่น ผลเรียวขนาดเล็ด ผลบิดเบี้ยว การปลิดผลจะช่วยให้ได้ผลมะละกอที่เหลืออยู่บนต้นมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี
6.  การเก็บผลผลิต หลังมะละกอติดผล 3-4 เดือน อาจเก็บผลดิบทั้งหมดเลยก็ได้ หรือจะเลือกเก็บบางส่วน ส่วนที่เหลือเก็บเมื่อผลสุก สำหรับการเก็บมะละกอสุก ควรเก็บเมื่อมะละกอเริ่มสุกมีผิวสีเหลืองบนผลประมาณ 5%
วิธีการเก็บให้ใช้มีดตัดขั้วผลให้ยาวชิดลำต้น แล้วจึงนำมาตัดขั้วผลอีกทีหนึ่งให้สั้นลงหรือไว้ประมาณ 1 นิ้ว ไม่ควรใช้วิธีบิดผล เพราะอาจทำให้ขั้วช้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราได้

อ้างถึง : ไร่ธัญบูรณ์: มะละกอ
การขยายพันธุ์มะละกอด้วยวิธีต่างๆ
        มะละกอสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบใช้เพศ ได้แก่ การเพาะเมล็ด และการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ ได้แก่ การปักชำ การติดตา การตอนกิ่ง แต่โดยทั่วไปแล้วปัจจุบันชาวสวนจินมปลูกมะละกอที่ได้การขยายพันธุ์แบบใช้เพศเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและทำกันมานาน สามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว
        ส่วนขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศต่างๆ ก็เริ่มเป็นที่รู้ตักและสนใจ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมปฏิบัติกันในการปลูกมะละกอเพื่อเป็นการค้า เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่จะได้รับ และมักจะทำกันในกรณีที่ต้องการรักษาพันธุ์ดีเอาไว้ เนื่องจากการขยายพันธุ์แบบนี้จะทำให้มะละกอไม่มีการกลายพันธุ์ อีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็เพื่อเปลี่ยนยอดมะละกอที่มีดอกตัวผู้มีจำนวนมากเกินไป ให้เป็นต้นตัวเมียหรือต้นสมบูรณ์เพศ ซึ่งรายละเอียดในการขยายพันธุ์วิธีต่างๆพอจะกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
การเพาะเมล็ดมะละกอ ก่อนอื่นจะต้องมีการคัดเลือกและเตรียมเมล็ดพันธุ์เสียก่อน กล่าวคือ ผลมะละกอที่จะนำมาเพาะขยายพันธุ์จะต้องเป็นผลที่แก่จัดและสุกดีแล้ว แต่ไม่ถึงกับสุกงอมเกินไป เพราะเมล็ดอาจจะงอกอยู่ในผลแล้ว หากนำมาเพาะจะได้ต้นกล้าที่อ่อนแอ                  


         เมื่อได้ผลที่ต้องการแล้ว ผ่าและควักเอาเฉพาะเมล็ดที่อยู่ตรงกลางผล เมล็ดที่ได้อาจนำไปเพาะทันทีเลยก็ได้ แต่อาจจะงอกได้ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากมดรบกวน ดังนั้นจึงควรล้างเมล็ดเอาเมือกออกให้หมดโดยการนำไปแช่น้ำสัก 1 คืน หรือใส่ถุงพลาสติกหมักเอาไว้ประมาณ 2 – 3 วัน จากนั้นจึงเอามาบี้บนตะแกรงพร้อมกับล้างเอาเยื่อหุ้มหรือเมือกออกจนหมด แล้วนำไปเพาะทันที สาเหตุที่ต้องเพาะทันทีก็เพราะว่าถ้าทิ้งไว้นาน เมล็ดมะละกอจะสูญเสียเปอร์เซ็นการงอกไปเรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่สามารถเพาะได้ทันที ก็ให้นำไปผึ่งลมประมาณ 2 – 3 วัน จนเมล็ดแห้งสนิท จะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 - 3 เดือน ที่จริงเมล็ดพันธุ์มะละกอสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 6ปี หากเก็บไว้ในถุงที่สามารถกันความชื้นได้ เช่น ถุงอลูมิเนียมฟอล์ย ในอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ก็ได้เช่นกัน
การเพาะเมล็ด โดยทั่วไปชาวสวนจะทำในช่วงเวลาหรือปลายเดือนมกราคม เพื่อให้สามารถย้ายปลูกได้ประมาณเดือนมีนาคม และเริ่มเก็บเกี่ยวผลตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีผลไม้อื่นออกสู้ตลาดน้อย ทำให้ขายมะละกอได้ราคาสูง แม้ว่าสวนมะละกอส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝน แต่ก็ยังสามารถมีผลผลิตออกมาขายได้ยาวนาน หากเพาะเมล็ดเช้านานกว่านี้จะทำให้การปลูกช้าไปด้วย ทำให้ช่วงที่มะละกอออกดอกติดผลตรงกับช่วงแล้ง ต้องให้น้ำเข้าช่วยมาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงที่มะละกอมีราคาแพงน้อยลงด้วย
การเพาะเมล็ดมะละกอก็เหมือนกันกับการเพาะเมล็ดพืชอื่นๆทั่วไป แต่ต้องเอาใจใส่ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะต้นสกล้ามะละกอเป็นพืชที่บอบบางและเน่าตายได้ง่ายมาก ดังนั้นสถานที่เพาะเมล็ดควรเป็นที่กลางแจ้ง ไม่มีต้นไม้หรือวัสดุอื่นใดบังแสงแดด เพื่อที่จะให้ต้นกล้ารับแสงอย่างเต็มที่ ต้นกล้าจะสมบูรณ์แข็ง
การเพาะเมล็ดมะละกอสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันดังนี้
1.     การเพาะในภาชนะหรือถุงพลาสติก เป็นวิธีทำให้ต้นกล้ามะละกอมีโอกาสรอดตายได้สูงที่สุด ได้ต้นกล้าแข้งแรง รากแผ่ตรง รากและลำต้นบอบช้ำน้อยเวลาย้ายปลูก ถุงพลาสติกที่ใช้เพาะ ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 4x6 นิ้ว เจาะรูที่ก้นและข้างถุงประมาณ 4 – 6 รู เพื่อให้น้ำระบายออกได้ วัสดุเพราะควรมีลักษณะร่วนซุยและโปร่ง ใช้ดินร่วน ปุ๋ยคอกหรือขี้เถ้าแกลบผสมกันในอัตราส่วน 3:1:1 หรือ 3:2:1 ก็ได้ การเพาะจะใช้เมล็ดประมาณ 3 – 5 เมล็ด ฝังลงในดินลึกประมาณ 1 – 2  เซนติเมตร รดน้ำทุกเช้าเย็น  ประมาณ 10 – 14 วันนับจากวันเพาะ เมล็ดจะเริ่มงอก เมื่อต้นกล้าที่งอกออกมามีอายุประมาณ 1 เดือน จึงทำการถอนแยกต้นที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ออก ให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้เพียง 1 – 2 ต้น เลี้ยงต้นกล้าจนมีความสูงประมาณ 1 คืบ มีใบประมาณ 4 – 6  ใบ แล้วจึงนำไปปลูกในแปลงปลูกจริงต่อไป
2.     การเพาะในกระบะเพาะ หรือ แปลงเพาะ เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเมล็ดเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการประหยัดแรงงาน กระบะเพาะหรือแปลงเพาะเมล็ดควรอยู่กลางแจ้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่หรืออาคารสิ่งก่อสร้างมาบดบังแสงแดด กระบะควรมีความลึกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 นิ้ว ส่วนขนาดความกว้างยาวของกระบะนั้นแล้วแต่ความต้องการของผู้เพาะ ด้านล่างมีการระบายน้ำได้ดี รองก้นกระบะด้วยอิฐหักและปูทับด้วยฟางจากนั้นใส่วัสดุเพาะลงไปจนเกือบเต็ม วัสดุเพาะอาจใช้ปุ๋ยคอก ทรายและขี้เถ้าแกลบ ผสมกันในอัตรา 1:1 รดน้ำจนวัสดุยุบตัวดีแล้วจึงนำเมล็ดลงเพาะ  ส่วนการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ ควรเป็นแปลงดินกว้าง 1 เมตร ยกแปลงให้สูงขึ้น 15 – 30 เซนติเมตร ความยาวไม่จำกัด ปรับปรุงดินให้มีความร่วนซุยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีการระบายน้ำดี โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้มากๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตากดินไว้ประมาณ 7 – 10 วัน หรือถ้าจะให้ดีควรครอบดินด้วยสารเมทธิลโปรโมท์ เพื่อทำลายเชื้อโรคต่างๆ ในดิน ก่อนเพาะควรปรับแต่งหน้าดินให้เรียบสม่ำเสมออย่าให้มีน้ำแข็งเป็นแอ่ง แล้วรดน้ำให้ดินยุบตัวพร้อมที่จะเพาะเมล็ดได้  วิธีการเพาะเมล็ดในกระบะหรือแปลงเพาะควรจะเพาะให้เป็นแถวเป็นแนว เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและถอนแยก โดยใช้ไม้ ขีดทำร่องลึก ประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร จากนั้นโรยเมล็ดมะละกอในร่องแถวที่ทำ ไว้ให้ห่างกันพอประมาณ แล้วจึงโรยปุ๋ยคอกทับลงไปบางๆ รดน้ำให้ชุ่มทุกเช้าเย็น ซึ่งการรดน้ำนี้ชาวสวนจะพ่นน้ำให้เป็นลักษณะฝอย หรือใช้บัวรดน้ำที่มีฝักบัวถี่ เพราะน้ำจะไปชะล้างเอาเมล็ดจากแปลงหรือกระบะเพาะได้ เมื่อต้นกล้างอกออกมาจนมีใบประมาณ 2 – 3 ใบ หรือมีอายุประมาณ 10 – 15 วันนับจากวันที่เมล็ดงอก จึงขุดย้ายต้นกล้าไปปลูกชำในถุงพลาสติกต่อไป   การย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง ควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยใช้มีดหรือไม้บางๆ แทงลงไปในดินให้ห่างต้นกล้าพอสมควร แล้วงัดขึ้นมาทั้งดินและต้นกล้า ให้มีดินติดรากมากที่สุดเพื่อที่จะให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็ว มีความอุดมรอดตายสูง สำหรับถุงพลาสติกควรจะมีขนาดไม่น้อยกว่า 5x8 นิ้ว และดินที่ใช้เป็นวัสดุปลูกควรมีลักษณะโปร่ง ร่วนซุยดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง ซึ่งอาจใช้ดินร่วน ปุ๋ยคอกหรือขี้เถ้าแกลบผสมกันในอัตรา 3:1:1 หรือ 3:2:1 ก็ได้ จากนั้นนำดินปลูกใส่ลงในถุงพลาสติกประมาณสักครึ่งหนึ่งของถุง แล้วปลูกต้นกล้ามะละกอลงไป  โดยจัดให้รากแผ่กระจายตามธรรมชาติพร้อมจับประคองให้ต้นตั้งตรง เอาดินปลูกมาใส่เติมลงในถุงจนเต็ม กดดินให้แน่นพอสมควร นำถุงพลาสติกดังกล่าวไปวางเรียงกันแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต่อจากนั้นรดน้ำทุกเช้าเย็น เลี้ยงต้นกล้าจนมีความสูงประมาณ 1 คืบ หรือ มีอายุประมาณ 30 – 40 วันนับจากวันที่ย้ายปลูก ก่อนปลูกในแปลงจริง หากไม่มีการย้ายต้นกล้ามาปลูกในถุง แต่จะเลี้ยงต้นกล้าไว้ในแปลงเพาะ แล้วย้ายไปปลูกในแปลงจริงโดยตรงเลย จะต้องมีการถอนแยกเอาต้นที่ไม่ค่อยแข็งแรงสมบูรณ์ออกเสียบ้าง ให้ต้นกล้าห่างกัน เพื่อไม่ให้ขึ้นเบียดกันมาก จะทำให้ต้นกล้าสูงสะดุดและแคระแกร็นได้
3.     การเพาะปลูกเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรง การเพาะเมล็ดมะละกอโดยวิธีนี้ ให้เตรียมหลุมเพาะตามระยะปลูกจริงทุกประการ เมื่อปรับปรุงดินในหลุมให้มีความร่วนซุยดีแล้ว จึงหยอดเมล็ดมะละกอลงไป 3 – 5 เม็ดต่อหลุม ให้ห่างกันพอประมาณ เมื่อต้นกล้างอกออกมาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จึงทำการถอนแยกเอาต้นกล้าที่ไม่ค่อยแข็งแรงออกให้เหลือไว้ประมาณ 2 – 3 ต้นต่อหลุม จนต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 เดือน หรือมีความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร จึงถอนแยกต้นกล้าอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเมล็ดพันธุ์มะละกอที่นำมาเพาะได้ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว ให้คัดเอาต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดเอาไว้เพียงต้นเดียว ถ้าไม่แน่ใจให้เหลือต้นกล้าไว้ 2 ต้นต่อหลุม เลี้ยงไว้จนมีอายุประมาณ 120 วันขึ้นไป ต้นมะละกอจะแสดงเพศให้เห็น จากนั้นจึงเลือกต้นที่มีดอกกระเทยหรือดอกตัวเมียไว้เพียงต้นเดียว  ในการเพาะเมล็ดแบบนี้ จะมีข้อเสียตรงที่ผู้ทำการเพาะต้องมีเวลาพอในการรดน้ำและดูแลรักษาในระยะแรกๆ ซึ่งอาจเปลืงทั้งเวลาและแรงงานมาก อาจทำให้การดูแลรักษาไม่ทั่วถึง ต้นกล้าจะตายมาก นอกจากนั้นต้นกล้ายังมีอัตราการเจริญเติบในช่วงแรกช้ามาก กล่าวคือช้ากว่าการเพาะเมล็ดในถุงหรือแปลงเพาะชำประมาณ 4 เท่าตัว ส่วนข้อดีของการเพาะแบบนี้คือ ไม่ต้องเสียเวลาในการขุดย้ายต้นกล้าไปปลูก ไม่ทำให้ต้นกล้าได้รับความกระทบกระเทือนมาก ต้นที่ปลูกภายหลังจากที่มีอายุได้ประมาณ 6 เดือน จะมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าการเพาะเมล็ดแบบอื่น และสามารถออกดอกติดผลได้เร็วกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังได้ต้นมะละกอที่มีระบบรากแผ่ขยายได้ดี และให้ผลผลิตสูงกว่าด้วย

การปักชำมะละกอ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากต้นมะละกอมีเนื้อเยื่อลักษณะอวบอ้วนและง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ส่วนที่เป็นปักชำอาจจะเป็นส่วนของยอด ส่วนกลาง หรือส่วนโคนของลำต้น นอกจากนั้นยังอาจใช้ก้านใบที่มีตาติดหรือกิ่งที่เกิดบริเวณขางลำต้น



    ในกรณีที่จะใช้กิ่งปักชำต้องมีการบังคับให้มะละกอแตกกิ่งข้าง โดยการตัดปลายยอดของต้นบริเวณที่มีใบมากที่สุด การตัดส่วนของมะละกอไปปักชำนั้น ควรกระทำในช่วงที่ต้นมีการชะงักหรือพักการเจริญเตอบโต โดยมะละกอจะมีการทิ้งใบให้เห็น ในการปักชำควรมีการให้ฮอร์โมนช่วยเร่งในการออกรากด้วย และเมื่อกิ่งปักชำออกรากดีแล้วจึงนำไปปลูกต่อไป การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ จะสามารถรักษาคุณลักษณะพันธุ์มะละกอให้เหมือนต้นแม่เดิมทุกประการ และมะละกอที่ได้จากกิ่งปักชำจะออกดอกติดผลได้เร็วและให้ผลผลิตสูงกว่าต้นที่ปลูกจากการเพาะเมล็ด คือ จะเริ่มแตกผลครั้งแรกเมื่ออายุเพียงประมาณ 4 เดือนหลังจากการปลูก นอกจากนี้ยังได้ต้นมะละกอที่มีความสูงสม่ำเสมอและไม่สูงเกินไป อย่างไรก็ตามการขยายพันธ์ด้วยการปักชำไม่เป็นที่นิยมสำหรับการปลูกมะละกอเป็นการค้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงดังที่กล่าวมาแล้ว

นอกจากนั้นมะละกอยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการอื่นๆได้อีก เช่น การติดตา การทาบกิ่ง และการตอนกิ่ง เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วแทบจะไม่มีชาวสวนรายใดเลยที่ปลูกมะละกอจากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อน เปลืองเวลาและแรงงาน ทั้งยังมีโอกาสเสียหายมาก หากไม่ชำนาญพอ

อ้างถึง : การขยายพันธุ์มะละกอด้วยวิธีต่างๆ